Black Ribbon

รัฐบาลจัดหนักรื้อกฎหมายรอง ล็อตใหญ่ 26 ฉบับ ปลดล็อกอุปสรรคธุรกิจ

02 กันยายน 2569
รัฐบาลจัดหนักรื้อกฎหมายรอง ล็อตใหญ่ 26 ฉบับ ปลดล็อกอุปสรรคธุรกิจ

รัฐบาล โดย ก.พ.ร. เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายรอง 26 ฉบับ ตามข้อเสนอของภาคเอกชน (กกร.) เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ

การปรับปรุงกฎหมายครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านภาษี แรงงาน สิ่งแวดล้อม อาหาร ประมง เกษตร และบริการสุขภาพ เพื่อลดต้นทุนและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

กฎหมายดังกล่าวจะผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนสรุปเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบเพื่อบังคับใช้ต่อไป

รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ประกาศแนวทางการยกเครื่องระบบราชการ ทั้งการปรับโครงสร้าง และอัตรากำลัง โดยประเด็นสำคัญที่ถูกนำมากวางไว้บนโต๊ะ นั่นคือ ข้อกฎหมาย รวมไปถึงกฎระเบียบต่าง ๆ มากมาย หลายเรื่องกลายเป็นอุปสรรคสำหรับภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่เข้ามาติดต่อราชการ และมีความจำเป็นต้องผ่าตัดโดยด่วน เพื่อให้เกิดความสะดวก และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินงบประมาณ

ที่ผ่านมา นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบนโยบายให้เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และได้มีมติเห็นชอบให้ผลักดันข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เกี่ยวกับ การปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง จำนวน 58 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย Reinvent Thailand ยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

พร้อมทั้งเห็นชอบแผนการดำเนินงานตามข้อเสนอดังกล่าวใน 3 ระยะ โดยในระยะแรก จะเร่งผลักดันกฎหมายลำดับรอง 11 ฉบับที่พร้อมดำเนินการทันที ครอบคลุมประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การลดความซํ้าซ้อน ของการรายงานข้อมูล รวมทั้งการแก้ไขกฎระเบียบที่อยู่ในอำนาจของหน่วยงาน เพื่อลดต้นทุน ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

ก.พ.ร.เดินหน้ารื้อกฎหมายรอง 26 ฉบับ

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำกฎหมายลำดับรองตามข้อเสนอของ กกร. ซึ่งเป็น ประเด็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ รวมกว่า 26 ฉบับ มาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ จากนั้นจึงเตรียมสรุปรายละเอียดไปยังคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.พิจารณา ถ้าไม่มีข้อข้อข้อง กฎหมายลำดับรองหลายฉบับจะถูกทยอยเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

สำหรับกฎหมายและกฎระเบียบ กว่า 26 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่ภาษีสรรพสามิต แรงงาน สิ่งแวดล้อม อาหาร ยานยนต์ ประมง เกษตร ไปจนถึงธุรกิจบริการสุขภาพและสถานพยาบาล แยกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้

ด้านภาษีสรรพสามิตและศุลกากร

กกร. เสนอแก้ไขประกาศกรมสรรพสามิตว่าด้วยการยกเว้นภาษีวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้าต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมการส่งต่อวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ระหว่างโรงงานได้มากกว่าหนึ่งทอด พร้อมปรับวิธีควบคุมตรวจสอบให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอให้นำ “ราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปในตลาดปกติ” มาใช้ประกอบการกำหนดราคาขายปลีกแนะนำเพื่อเสียภาษีสรรพสามิตให้ชัดเจนขึ้น และให้แยกประเภทนํ้าหอมที่ใช้เป็นวัตถุดิบการผลิตออกจากนํ้าหอมสำหรับฉีดประทินผิว เพื่อกำหนดอัตราภาษีให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน

ขณะเดียวกันยังเสนอให้ศุลกากรออกคำสั่งใหม่ทดแทนคำสั่งที่ 317/2547 ปรับหลักเกณฑ์การใช้อัตราลดทอนคำนวณราคารถยนต์เพื่อการทดสอบ ไม่ให้จำกัดเฉพาะรถยนต์จากบางกลุ่มประเทศ และเสนอให้ขยายหลักเกณฑ์การนำรถออกไปทดสอบสมรรถนะนอกโรงงานอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนให้ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ด้วย

ด้านแรงงานและการจ้างงาน

กกร. เสนอทบทวนประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ เพื่อเปิดให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำงานขัด แต่ง หรือฝังเครื่องประดับอัญมณี และงานนวดเพื่อสุขภาพได้ภายใต้เงื่อนไขและมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนด เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังเสนอให้ทบทวนกฎกระทรวงว่าด้วยการจ้างงานคนพิการ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้คำนวณการจ้างงานตามจำนวนชั่วโมงทำงานแทนสัดส่วนจำนวนคนต่อลูกจ้าง และเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าเป็นรายชั่วโมงสำหรับการจ้างงานบางลักษณะ เพื่อรองรับกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงาน

ไม่เต็มเวลา

ด้านอาหารและมาตรฐานสินค้าเกษตร

มีข้อเสนอให้ปรับความถี่การตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานผลิตอาหารจากปีละครั้งเป็นทุก 2 ปี หรือกำหนดตามระดับความเสี่ยงของงาน พร้อมทบทวนหลักเกณฑ์การอบรมผู้สัมผัสอาหาร ให้กำหนดสัดส่วนผู้ผ่านการอบรมที่เหมาะสมแทนการบังคับให้พนักงานทุกคนต้องอบรม รวมถึงเสนอปรับหลักเกณฑ์ขนาดพื้นที่และตัวอักษรบนฉลากอาหารให้ยืดหยุ่นกับบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทมากขึ้น

ในส่วนของสินค้าเกษตร กกร. เสนอให้ทบทวนมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยให้ครอบคลุมข้าวพันธุ์อื่นที่มีคุณลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงเกณฑ์ที่กำหนด และเสนอให้ทบทวนความจำเป็นของประกาศกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยาง รวมถึงปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบการค้าข้าวให้เรียบง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น

ด้านประมงและการนำเข้าส่งออก

กกร. เสนอให้ทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์นํ้าและผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการกำกับดูแลของภาครัฐ พร้อมเสนอแก้ไขประกาศกรมประมงให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอผ่อนผันการนำเข้าได้ภายในวันนำเข้าหรือวันทำการถัดไปโดยไม่เสียค่าปรับและค่ากักสินค้า

นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขประกาศของกรมปศุสัตว์และกรมประมงเพื่อลดความซํ้าซ้อนของกระบวนการขออนุญาตนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านสัตว์นํ้าที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับของทั้งสองหน่วยงาน และเสนอให้แก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยค่าธรรมเนียมซากสัตว์ ให้แยกประเภทตามวัตถุประสงค์การใช้ระหว่างการบริโภคของคนกับการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์

ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการของเสีย

กกร. เสนอให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว โดยกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับสินค้าที่ถูกส่งคืนเพื่อเคลม ตรวจสอบ หรือซ่อมแซมโดยผู้ผลิต แยกออกจากกรณีการทิ้งหรือกำจัดของเสียตามปกติ เนื่องจากปัจจุบันผู้ซื้อที่ส่งคืนสินค้าไม่ได้มาตรฐานอาจถูกตีความว่าเป็นผู้ก่อกำเนิดของเสียและต้องรับภาระตามหลักเกณฑ์การจัดการของเสียทั้งที่เป็นเพียงการส่งคืนสินค้า

ด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ

มีข้อเสนอให้แก้ไขประกาศคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กำหนดข้อยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีมัคคุเทศก์สำหรับการนำเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไม่เกิน 10 คน พร้อมเสนอให้ทบทวนข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 เพื่อกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของ “พฤติการณ์พิเศษ” ที่สายการบินได้รับยกเว้นความรับผิดให้ชัดเจนขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์ปัจจุบันมีขอบเขตกว้าง ทำให้ผู้โดยสารบางกรณีไม่ได้รับการเยียวยาแม้ได้รับผลกระทบจากการเดินทาง

ด้านธุรกิจบริการสุขภาพและสถานพยาบาล

กกร. เสนอให้แก้ไขบัญชีท้ายกฎกระทรวงว่าด้วยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน โดยปรับโรงแรมประเภท 1 และประเภท 2 จากบัญชี 2 ไปอยู่ในบัญชี 3 ให้สอดคล้องกับขนาดและความเสี่ยงของกิจการ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายรองรับการให้บริการสปาและนวดเพื่อสุขภาพหรือเสริมความงามนอกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายผูกการกำกับดูแลไว้กับสถานประกอบการเป็นหลัก

นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยลักษณะของสถานพยาบาล ให้โรงพยาบาลที่ขยายอาคารใหม่สามารถนับรวมเครื่องมือและอุปกรณ์ของอาคารเดิมได้ หากอาคารมีความเชื่อมโยงและเข้าถึงเครื่องมือได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการลงทุนซํ้าซ้อน

ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ข้อเสนอสุดท้ายเกี่ยวข้องกับกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน โดย กกร. เสนอให้แก้ไขให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์โดยวิธีเฉพาะเจาะจงจากแหล่งอื่นได้ หากแหล่งจัดซื้อไม่สามารถส่งมอบได้ทันตามกำหนดระยะเวลา เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการให้บริการประชาชน

ผ่ารายชื่อกฎหมายรอง 26 ฉบับ

สำหรับรายชื่อกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งหมด 26 ฉบับ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะนั้น ประกอบด้วย

1.การยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับวัตถุดิบที่ส่งต่อหลายโรงงาน 2.การอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานด้านเครื่องประดับอัญมณี 3.สินค้าที่ส่งคืนเพื่อเคลมหรือตรวจสอบกับการเป็นผู้ก่อกำเนิดของเสีย 4.การจ้างงานคนพิการโดยคำนวณตามจำนวนชั่วโมงทำงาน 5.การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง

6.ความถี่ในการตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานผลิต 7.การอบรมผู้สัมผัสอาหาร 8.การกำหนดราคาขายปลีกแนะนำเพื่อเสียภาษีสรรพสามิต 9.อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำหอมที่ใช้เป็นวัตถุดิบ 10.การยกเว้นการจัดให้มีมัคคุเทศก์สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก

11.ความรับผิดของสายการบินกรณีพฤติการณ์พิเศษ 12.การกำหนดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานสำหรับกิจการโรงแรม 13.การกำหนดราคารถยนต์สำเร็จรูปเพื่อการทดสอบ 14.การนำรถจักรยานยนต์ออกไปทดสอบสมรรถนะนอกโรงงานหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน 15.ขนาดพื้นที่และตัวอักษรบนฉลากอาหาร

16.ค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำ 17.ค่าธรรมเนียมซากสัตว์ตามวัตถุประสงค์การใช้ 18.มาตรฐานข้าวหอมมะลิ 19.ค่าธรรมเนียมและประเภทใบอนุญาตประกอบการค้าข้าว 20.การกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยาง

21.การลดความซ้ำซ้อนการขออนุญาตนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านสัตว์น้ำ 22.การให้บริการสปาและนวดเพื่อสุขภาพนอกสถานที่ 23.การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานนวด 24.การใช้เครื่องมือร่วมกันระหว่างอาคารโรงพยาบาล 25.การผ่อนผันการนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และ 26.การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์

สำหรับขั้นตอนในปัจจุบัน ก.พ.ร. จะเป็นรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 17 กันยายน 2569 จากนั้นจึงสรุปรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อ กกร. และครม. ตามขั้นตอนต่อไป


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.